เพื่อไทย ชงสภา ตั้งกรรมาธิการ ตรวจสอบการใช้กฎหมายล้นเกิน ต่อผู้ชุมนุม

พรรคเพื่อไทย ชงสภา ตั้งกรรมาธิการ ตรวจสอบการใช้กฎหมายล้นเกิน ต่อผู้ชุมนุม

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2564 ที่รัฐสภา พรรคเพื่อไทย นำโดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) พร้อมด้วย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ รองหัวหน้าพรรค, น.ส.ธีระรัตน์ สำเร็จวานิชย์ ส.ส.กทม. โฆษกพรรค, นายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี และนายจิรทัศน์ ไกรเดชา ส.ส.พระนครศรีอยุธยา

ยื่นหนังสือต่อ นพ.สุกิจ อัถโถปกรณ์ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร ผ่านไปยังนายชวน หลีกภัย ประธานสภาขอเสนอญัตติด่วนตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาและสอบหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกระบวนการใช้บังคับกฎหมายที่ล้นเกิน และขัดต่อหลักนิติธรรม สำหรับผู้ต้องขังทางการเมือง

นพ.ชลน่าน กล่าวว่า สำหรับวัตถุประสงค์ของการยื่นครั้งนี้ ได้แก่ 1.เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปตามหลักนิติธรรม ส่งผลสู่การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ให้พึ่งสังวรในการยับยั้งควบคุม คุมขังผู้เห็นต่างทางการเมือง

2.กระบวนการเรียกร้องสิทธิในการประกันตนจะส่งผลการศึกษาไปยังรัฐบาล และย้ำว่าเป็นเรื่องการเสนอสิทธิและไม่ได้กล่าวล่วงกระบวนการยุติธรรมที่มีคำพิพากษาไปแล้ว

3.เราเป็นภาคีที่ร่วมลงนามในนานาชาติเกี่ยวกับสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง โดยที่รัฐบาลได้แถลงต่อนานาชาติในเรื่องนี้ แต่กลับละเลยในส่วนที่เกี่ยวกับผู้ต้องขัง เราจึงจำเป็นต้องนำเรื่องนี้มาพูดให้ครบถ้วน

ส่วนญัตตินี้จะศึกษาเกี่ยวกับการบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ใช่หรือไม่ นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ไม่ใช่ เพราะข้อเสนอของกลุ่มพลเมืองผู้ต้องขังทางการเมืองเรียกร้องสิทธิประกันตน ไม่ใช่กฎหมายหมายใดเป็นการเฉพาะ ที่ผ่านมามีการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรมหลายฉบับ เช่น พ.ร.บ.ฉุกเฉิน ประมวลกฎหมายอาญา ม.116 และ ม.112 บางส่วนไปดำเนินการทางการเมือง หรือนักโทษทางความคิด เพราะฉะนั้นอย่าได้ไปผูกกับคดี 112

ทั้งนี้ ในหนังสือดังกล่าวระบุว่า ด้วยปรากฏข้อเท็จจริงว่าในการดำเนินคดีกับผู้ต้องหาและจำเลยในคดีที่เกี่ยวเนื่องกับ การชุมนุมและการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นทางการเมือง ทั้งในชั้นสอบสวนและในชั้นพิจารณาของศาลนั้น อาจไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ขัดต่อหลักนิติธรรม

และละเมิดต่อสิทธิมนุษยชนตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติและกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง หลายประการ เช่น มีการตั้งข้อกล่าวหาที่รุนแรงเกินจริง การไม่ได้รับสิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างการสอบสวน และระหว่างการพิจารณาคดีของศาลเป็นต้น

ทั้งที่การกระทำของผู้ต้องหาหรือจำเลยนั้นพื้นฐานเป็นเพียงการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และการแสดงออกทางการเมือง ไม่ได้ก่อให้เกิดภยันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินของบุคคลใด อีกทั้งผู้ต้องหาที่กระทำผิดส่วนใหญ่ยังเป็นเยาวชน หลายคนยังศึกษาอยู่

รวมถึงการใช้ดุลยพินิจของศาลในการไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวก็ไม่สอดคล้อง กับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและไม่เป็นไปตามบรรทัดฐานที่ถูกต้องเหมือนดังที่ปฏิบัติในคดีอาญาอื่น เช่น ข้อหาฆ่าคนตาย ข้อหาปล้นทรัพย์ ข้อหาเกี่ยวกับความผิดทางเพศ ซึ่งผู้ต้องหาหรือจำเลยส่วนใหญ่ก็ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว

การดำเนินการของพนักงานสอบสวนและการใช้ดุลยพินิจของศาลเกี่ยวกับการ ปล่อยชั่วคราวได้ทำให้ผู้ต้องหาและจำเลยในคดีทางการเมืองเกิดความรู้สึกท้อแท้ สิ้นหวัง ต่อกระบวนการยุติธรรม เหมือนตนเองได้ถูกแบ่งแยกออกจากความยุติธรรม

ซึ่งการกระทำดังกล่าวนำมาซึ่งความแตกแยกทางความคิดของบุคคลในสังคมให้ขยายวงกว้างขึ้น และส่งผลกระทบ ต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของประเทศ ปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องเร่งด่วนที่กระทบกระเทือนต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง

จึงเป็นการจำเป็นที่จะต้องพิจารณาศึกษาและสอบหาข้อเท็จจริงเพื่อหาข้อสรุปและข้อเสนอแนะต่อฝ่ายบริหารและฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อจะได้ดำเนินการ บังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปตามเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญ สอดคล้องกับหลักนิติธรรม พันธกรณีระหว่างประเทศ และเคารพต่อสิทธิมนุษยชนของบุคคล อันจะนำมาซึ่งความสงบสุขและความผาสุกโดยรวมของประชาชน

ดังนั้น จึงขอเสนอญัตติด่วนดังกล่าวมาเพื่อให้ที่ประชุมพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาและสอบหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกระบวนการบังคับใช้กฎหมายที่ล้นเกินและขัดต่อหลัก นิติธรรมต่อผู้ต้องขังทางการเมือง